“โปรโมตเงียบ” : งานมากขึ้น แต่เงินเท่าเดิม !
เมื่อปีที่แล้ว แอน (นามสมมติ) ได้รับอีเมลจากหัวหน้าทีมในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำแห่งหนึ่ง ข้อความในนั้นดูเหมือนจะเป็นข่าวดี “คุณคือคนที่ได้รับความไววางใจมากที่สุด เราอยากให้คุณเป็นหัวหน้าโครงการใหม่ที่สำคัญสำหรับอนาคตของบริษัท” เธอรู้สึกตื่นเต้นและพร้อมลุยเต็มที่ โครงการนั้น ซึ่งใหญ่และท้าทายกว่าที่เคยทำ ต้องรับผิดชอบสูงขึ้น ต้องประชุมกับผู้บริหารบ่อยขึ้น และต้องตัดสินใจที่มีผลกระทบกับทีมหลายสิบคนมากขึ้น
แต่เวลาผ่านไปสามเดือนกว่า ยังไม่มีคำว่าขึ้นเงินเดือน ไม่มีตำแหน่งใหม่ ไม่มีแม้แต่การพูดถึงพัฒนาการในเส้นทางอาชีพ แอนเริ่มถามตัวเองว่า “นี่เราถูก ‘โปรโมต’ โดยไม่มีใครพูดถึงค่าตอบแทนเลยหรือเปล่า?”
สิ่งที่แอนเจอ มีชื่อเรียกชัดเจนในโลกการทำงานยุคใหม่ว่า “Quiet Promotion” หรือ “การโปรโมตแบบเงียบ” นั่นคือเมื่อพนักงานได้รับมอบหมายงานที่มากขึ้นหรือสำคัญขึ้น แต่กลับไม่ได้รับตำแหน่งหรือค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามมา แม้เจตนาของผู้บริหารจะไม่ได้ต้องการเอาเปรียบใคร แต่นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสีย “คนเก่ง” อย่างเงียบๆ ไปได้เช่นกัน
🟨🟩🟦🟨🟩🟦🟨🟩🟦🟨🟩🟦
เบื้องหลังของ Quiet Promotion: เรื่องเงียบที่สะเทือนแรง
งานวิจัยของ Harvard Business Review และ Deloitte ชี้ให้เห็นว่าภาวะ Quiet Promotion เป็นสาเหตุสำคัญของความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ (Emotional Exhaustion) เมื่อพนักงานรู้สึกว่า “ยิ่งทำงานดี ยิ่งโดนใช้งานหนักขึ้น แต่ไม่เห็นมีใครพูดเรื่องการเติบโตหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น” สมองของเขาจะเริ่มส่งสัญญาณว่า: ความพยายามของฉันไม่คุ้มค่า คนทำงานเก่งหลายคนไม่ได้ต้องการแค่คำขอบคุณ แต่ต้องการเห็นว่า “ความรับผิดชอบ” ที่เพิ่มขึ้นมีความหมายต่อเส้นทางอาชีพ
แต่เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด ภาวะหมดไฟโดยไม่รู้ตัวจะค่อยๆ เร่ิมก่อตัวขึ้น แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ที่เคยมีก็ค่อยๆ ลดลง เพราะไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร
งานวิจัยในองค์กรเทคโนโลยีของอเมริกาพบว่า พนักงานที่อยู่ในภาวะ Quiet Promotion มีแนวโน้มลาออกมากกว่าพนักงานทั่วไปถึง 2.5 เท่า ภายใน 6 เดือน
แล้วผู้นำควรทำอย่างไร?
การมอบหมายงานที่ท้าทายไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าลืมว่า “งานมากขึ้น” ต้องมาพร้อม “ความชัดเจนที่มากขึ้น” ด้วย
1️⃣ พูดให้ชัด = ไม่ต้องเดา : การสื่อสารคือจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจ แทนที่จะให้พนักงานคาดเดาไปเองว่าหน้าที่ใหม่นี้จะนำไปสู่อะไร ให้ชวนเขาคุยแบบเปิดใจ: คุณมองเห็นศักยภาพอะไรในตัวเขา หน้าที่ใหม่นี้มีเป้าหมายอะไร องค์กรมีแนวทางในการประเมินผลอย่างไร เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น Google ใช้แนวคิด “career conversations” ที่เปิดโอกาสให้หัวหน้าทีมและลูกทีมได้พูดคุยเป้าหมายและพัฒนาการเป็นระยะๆ ไม่ใช่แค่ตอนประเมินผลปลายปี
2️⃣ เส้นทางชัด คือแรงบันดาลใจ : การชี้ให้พนักงานเห็นว่า “งานที่เพิ่มขึ้นในวันนี้” จะพาเขาไปสู่ตำแหน่งหรือโอกาสอะไรในวันหน้า จะช่วยเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “โอกาส” สามารถสร้างCareerProgression ที่โปร่งใสได้
ตัวอย่างเช่น Salesforce มีระบบ “Path to Promotion” ที่พนักงานสามารถดูเกณฑ์และพัฒนาตัวเองได้แบบเชิงรุก ไม่ต้องรอให้หัวหน้ามาแจ้ง
3️⃣ รางวัลไม่ต้องรอปีหน้า : หลายองค์กรยืนยันว่า “ไม่สามารถขึ้นเงินเดือนให้ได้ทันที” นั่นไม่ใช่ปัญหา…ถ้าคุณให้ “รางวัลในรูปแบบอื่น” อย่างเหมาะสม เช่น โบนัสพิเศษ การยอมรับในที่สาธารณะ โอกาสในการเข้าร่วมเวิร์กช็อปหรือโปรแกรมพัฒนาผู้นำ เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เป็นต้้น
ตัวอย่างเช่น Atlassian มอบ “Growth Perks” สำหรับพนักงานที่รับโปรเจกต์ใหม่ ซึ่งรวมถึงงบพัฒนาตัวเอง หรือวันหยุดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ
✅ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ “ความเงียบ” เป็นบาดแผลในใจคนทำงาน “งานใหญ่ขึ้น” ไม่ใช่ปัญหา ถ้ามาพร้อม “ความเข้าใจที่ใหญ่พอ”
ในยุคที่พนักงานให้คุณค่ากับ “ความยุติธรรม” และ “ความโปร่งใส” มากกว่าแค่เงินเดือน ผู้นำจึงต้องคิดให้ไกลกว่าแค่ “ใช้ใครทำงานนี้ได้บ้าง” มาเป็น “จะดูแลเขาให้เติบโตไปด้วยกันได้อย่างไร”
Quiet Promotion ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือความรู้สึก และถ้าองค์กรและผู้บริหารไม่ได้ยินเสียงนั้น…ไม่นาน พนักงานก็อาจจะเงียบจากทีมหรือองค์กรของคุณไปเลย ก็เป็นได้
💭 คำถามชวนคิด คุณมีคนในทีมที่กำลังรู้สึกว่าได้รับการโปรโมตแบบเงียบ อยู่บ้างไหม? คุณเคยพูดคุยกับเขาอย่างเปิดใจครั้งล่าสุดเมื่อไร?
ถ้าคุณเป็นเขา…คุณจะรู้สึกอย่างไร? ลองกลับมาทบทวนดูครับ เพราะ “ผู้นำที่ใส่ใจคนเงียบๆ” คือผู้นำที่สร้างวัฒนธรรมการเติบโตได้จริงในระยะยาว



















