25 มีนาคม 2015

COACHING ให้ได้ผลด้วย GROWER Mode

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ผมเคยได้ยินเรื่องกระบวนการโค้ชชิ่งด้วย GROW Model จากนั้นก็หาหนังสือที่เกี่ยวกับการโค้ชมาอ่าน รวมทั้งได้ฟังวิทยากรหลายๆ ท่านทั้งในเมืองไทย และจากต่างประเทศ พูดถึง GROW Model กันแทบทุกคนผมจึงนำกระบวนการโค้ชชิ่งด้วย GROW Model มาลองฝึกใช้จริงๆ กับลูกศิษย์ที่เป็นวิทยากรกลุ่มหนึ่ง จึงทำให้ได้เรียนรู้และเห็นถึงประโยชน์ของการโค้ชชิ่งด้วยกระบวนการนี้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้จัก GROW Model อย่างง่ายๆ ผมขอสรุปให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้ครับ

GROW Model เป็นขั้นตอนการโค้ชชิ่ง แบ่งเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย

Goal หมายถึการถามถึงเป้าหมายของคนที่เรากำลังจะโค้ชว่า “เธอ” หรือ “เขา” คนนั้นมีเป้าหมายอะไร ? ที่ต้องการบรรลุ และต้องการให้เป้าหมายนั้นสำเร็จเมื่อไร ? ยกตัวอย่างเรื่องจริงของ ลูกศิษย์ผมคนหนึ่ง เขาบอกว่า “ผมอยากเขียนหนังสือ 1 เล่ม ภายใน 2 ปีนี้ เมื่อทราบถึงเป้าหมายหรือ Goal ของเขาแล้ว (ศัพท์เรื่องการโค้ชเรียกผู้ที่ได้รับการโค้ชว่า Coachee) จึงค่อยถามเรื่องถัดไป คือ

Reality หมายถึง การถาม Coachee ว่า “แล้วความเป็นจริงตอนนี้ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เริ่มเขียนไปบ้างหรือยัง ?” จำได้ว่าตอนนั้นลูกศิษย์คนนั้นตอบว่า “ยังไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรเลยครับ เพิ่งมีไอเดียว่าอยากมีหนังสือของตัวเองสักเล่มหนึ่ง” ผมซักถามพูดคุยกับเขาไปเรื่อย ๆ จนรู้เหตุผลของเขาที่อยากมีหนังสือ  ก็เพื่อจะใช้เป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักตัวเขา ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะลาออกจากงานประจำมาทำอาชีพวิทยากรอิสระ ฉะนั้นถ้ามีหนังสือของตัวเองสักเล่มหนึ่งก็น่าจะช่วยให้คนรู้จักเขาได้ไม่ยาก จากนั้นผมก็ถามเขาถึงเรื่องถัดไป คือ

Options หมายถึง ทางเลือก หรือวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ โดยผมถามเขาว่า “แล้วคิดว่าจะใช้วิธีไหนที่จะทำให้เขียนหนังสือเสร็จภายใน 2 ปี “เขาก็ตอบว่าที่คิดไว้มีหลายอย่าง เช่น

ศึกษาหาความรู้ว่าการเป็นนักเขียนที่ดี และวิธีการเขียนหนังสือของมืออาชีพเขาทำกันอย่างไร ?

ไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักเขียน กับวิทยากรที่เป็นนักเขียนชื่อดัง

  พอมีความรู้แล้วจะเริ่มต้นฝึกเขียนไปเรื่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละบทก็ยังดี

  เปิดบล็อก ฝึกเป็นบล็อกเกอร์ บันทึกข้อมูล เรื่องราวต่างๆ ไปเรื่อยๆ

ตอนที่พูดคุยซักถามลูกศิษย์คนนี้เขามีทางเลือกที่จะทำให้เขาได้มีหนังสือเป็นของตัวเองหลายอย่างทีเดียว ผมในฐานะโค้ชฝึกหัด จึงถามเขาไปว่า “ทางเลือกหรือวิธีการไหน ? ที่คิดว่าจะทำให้หนังสือเล่มแรกในชีวิตของตัวเองเสร็จภายใน 2 ปี เขาก็ตอบถำถามว่าจะทำอะไรบ้าง หนึ่ง ……สอง……สาม  เมื่อเขาตอบว่าจะใช้ทางเลือกหรือวิธีการ ผมก็ถามต่อไปถึง

Will ซึ่งหมายถึง แผนการที่เขาจะทำ โดยถามว่า

“แล้วจากนี้ไปจนกว่าหนังสือจะออกมาเป็นรูปเล่ม มีแผนดำเนินการว่าจะทำอะไร ? อย่างไรบ้าง  ?” สิ่งที่เขาตอบผมมาก็เช่น

๏  ภายใน 3 เดือนข้างหน้าจะต้องไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักเขียนกับกูรูด้านการเขียนชื่อดัง

๏  ภายในเดือนนี้จะเปิดบล็อก เริ่มบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่จะใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนหนังสือ

๏  ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะเริ่มติดตามผลงาน และทำความรู้จักกับนักเขียนที่มีชื่อเสียง

๏  หลังจากอบรม และมีความรู้เรื่องการเขียนแล้วก็จะเริ่มเขียนอย่างจริงจังให้ได้เดือนละอย่างน้อย 4 บท เฉลี่ยแล้วก็สัปดาห์ละ 1 บท”

๏  และภายในปีแรกก็จะเข้าไปนำเสนอโครงร่างหนังสือให้แก่บรรณาธิการของสำนักพิมพ์ต่างๆ

ผมฟังแล้วก็เห็นด้วยกับแผนการที่เขาคิดจะทำ และก็คิดว่าลูกศิษย์คนนี้น่าจะบรรลุเป้าหมาย (Goal) ที่เขาคิดไว้ แต่ผู้อ่านเชื่อไหมครับ จากวันนั้นจนถึงวันนี้เหตุการณ์ผ่านมา 5 ปี เศษ ๆ เขายังไม่บรรลุเป้าหมาย ยังไม่มีหนังสือเล่มแรกในชีวิตเมื่อปีที่แล้วผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเขาอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะในส่วนของผมก็คิดว่าได้ใช้กระบวนการโค้ชชิ่งด้วย GROW Model แล้วแต่ทำไม ? ผลลัพธ์มันยังไม่เกิด   ลูกศิษย์คนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า ได้ทำตามแผนไปบ้างแล้ว เช่น ไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักเขียน มีบล็อกเป็นของตัวเอง ติดต่อและรู้จักกับบรรณาธิการอยู่ 2-3 คน แต่ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่องตามแผน เนื่องจากมีภารกิจหน้าที่การงานปัจจุบันในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายในองค์กรที่เขาทำอยู่ ทำให้เขาต้องหยุดแผนการเรื่องการเขียนหนังสือเอาไว้ก่อน ประกอบด้วยเคยเสนอเนื้อหา 5-6 ตอนไปให้บรรณาธิการบางคนได้อ่านแต่ได้รับคำตอบว่า เนื้อหายังไม่โดนใจ ทำให้รู้สึกท้อ หมดกำลังใจ ก็เลยหยุดเขียนไปก่อน

สรุปได้ว่า เขาไม่ได้ทำตามแผน หรือ Will ที่เขาคิดจะทำ คือทำเฉพาะช่วงเริ่มต้น จากนั้นก็หยุดด้วยติดขัดปัญหาอุปสรรคอะไรบางอย่าง   ครั้งล่าสุดที่พบกันปีที่แล้ว ก็ได้ถามเขาไปอีกครั้งว่า “ยังอยากมีหนังสือเล่มแรกในชีวิตอยู่ไหม ?” เขาก็บอกว่า “ยังอยากอยู่ครับ อยากมากด้วย”     ผมก็เลยตอบไปว่า GROW Model ที่เคยใช้คงต้องเพิ่มเติมไปอีก 2 ขั้นตอน แล้วล่ะ นั่นคือ  จากนี้ไปให้เขาทำ ดังนี้ คือ

Execution ทำตามแผนอย่างมุ่งมั่น จริงจัง อย่าทำๆ หยุดๆ แน่นอนปัญหาในการทำงานทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นได้ ก็ต้องหาทางแก้ไขฟันฝ่าไป

ถ้าเมื่อไรเราท้อแท้หมดกำลังใจ หรือใช้ข้ออ้างว่ามีงานเยอะ งานยุ่ง เมื่อนั้นเราก็จะไม่ได้ทำตามแผนการที่อุตสาห์คิดและเขียนไว้อย่างดี นอกจากนั้นผมยังเพิ่มเทคนิคการโค้ชชิ่งไปอีกหนึ่งตัว คือ

Review หมายถึง การทบทวน ประเมินผลทั้งกระบวนการ และผลลัพธ์เป็นระยะ ๆ ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ว่าแผนแต่ละข้อ แต่ละอย่างที่คิดไว้ ได้ลงมือทำหรือยัง ถ้ายังก็ต้องรีบทำ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป หรือทำไปแล้ว ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีก็ต้องปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนวิธี หรือเทคนิคบางอย่าง ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นอย่างที่ผ่านมา 5 ปี ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

ล่าสุดนี้เขาเขียนต้นฉบับหนังสือเล่มแรกเสร็จแล้ว มีบรรณาธิการสำนักพิมพ์ยินดีจัดพิมพ์ให้เขาแล้ว

ทุกวันนี้เวลาจะโค้ชลูกศิษย์คนไหน ผมจะใช้ GROW Model คือการใช้คำถาม ถามโค้ชชี่ ให้ครบทั้ง 6 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ Goal (เป้าหมาย) ที่เขาต้องการ Reality (ความเป็นจริง) เข้าใกล้เป้าหมายหรือยัง ? Options (ทางเลือก) ที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายคืออะไร ?  Will (แผนการที่จะทำ) Execution (ลงมือทำ) มุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง และทำอย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายคือ Review (ทบทวน) เป็นระยะ ๆ  ว่าได้ผลเป็นอย่างไร ? ได้ตามแผนการไหม ? ถ้าไม่ก็เร่งทำ มีปัญหาอะไรก็รีบแก้ไข อย่าปล่อยค้างไว้   ถ้าผู้อ่านท่านใด สนใจจะนำแนวทางการโค้ชด้วย GROW Model ที่ผมเล่าให้ฟังครั้งนี้ไปใช้ก็ยินดีนะครับ ใช้แล้วถูกใจ หรือไม่ถูกใจอย่างไร ? ก็นำมาแลกเปลี่ยน หรือเล่าสู่กันบ้างก็ดีนะครับ




Writer

ไชยยศ ปั้นสกุลไชย

• จบการศึกษาปริญญาตรี บริหารธุรกิจ สาขาบริหารงานบุคคล คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท สาขาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
• เคยร่วมงานกับบริษัท เนสท์เล่ (ประเทศไทย) และบริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ CC&B Consultant Ltd., Part. และที่ปรึกษาอิสระ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ