เสริมศักยภาพองค์กร รองรับอุตสาหกรรม 4.0 ด้วย Digital Lean
โดย ส่วนสื่อสารองค์กร สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของวงการธุรกิจ หลายองค์กรจึงต่างมุ่งคิดค้นกลยุทธ์เพื่อครองใจผู้บริโภคหรือลูกค้าไว้ให้ได้ยาวนานเหนือคู่แข่งมากที่สุด ทั้งนี้ ศักยภาพในการแข่งขันย่อมมาจากกระบวนการภายในที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ มีความเข้มแข็งพอที่จะผ่านพ้นทุกข้อจำกัด และต่อสู้กับคู่แข่งได้ ‘Lean’ จึงเป็นอีกแนวคิดสำคัญในการพัฒนากระบวนการปฏิบัติงาน ที่มุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ขจัดความสูญเปล่า (Waste) อาทิ การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ (Unnecessary Motion) การรอคอย (Idle time / Delay) หรือการผลิต/ปฏิบัติการที่มากเกินไป (Overproduction) เป็นต้น รวมไปถึงแนวคิดในการนำดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อปรับปรุงความผิดพลาดในกระบวนการ เพิ่มผลิตภาพให้องค์กรสอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0
.
เริ่มต้นค้นหาข้อบกพร่องของการผลิต เพื่อเพิ่มกำไรให้องค์กร

แม้ว่า Lean ได้รับความสนใจจากทั้งองค์กรภาคการผลิต และภาคบริการมากมาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง Digital Lean ก็ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลาย ๆ องค์กร จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการสื่อสารทำความเข้าใจ และเริ่มต้นนำไปปฏิบัติ การผลักดันกระบวนการผลิตแบบ Lean ให้เกิดขึ้นจริงจึงกลายเป็นความท้าทายขององค์กรอย่างมาก เช่นเดียวกันกับ บริษัท คริสตี้ เจมส์ จำกัด และ บริษัท ดั๊กคิง จำกัด ที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ และเป็นองค์กรที่เริ่มต้นนำ Lean เข้ามาเป็นเครื่องมือในการปรับปรุง พัฒนากระบวนการผลิต
บริษัท คริสตี้ เจมส์ จำกัด บริษัทผลิตจิวเวลรี่ สัญชาติญี่ปุ่น ที่มาพร้อมกับความมุ่งหวังในการใช้ Lean เพื่อลดกระบวนการ และเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจ แม้จะก่อตั้งมายาวนานเกือบ 27 ปี ครอบคลุมตั้งแต่งานดีไซน์จนถึงบริการหลังการขาย แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นสภาวะที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่ ปี 2562 ทางบริษัทจึงมองว่า หากไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ ก็ควรที่จะควบคุมปัจจัยภายในให้มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลกำไร และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต นั่นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ คริสตี้ เจมส์ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ โดย คุณชาคร ศิริพงษ์พร ตัวแทนจากบริษัท ได้เผยถึงจุดเริ่มต้นการนำแนวคิด Lean ไปใช้ว่า
![]()
โครงการ Digital Lean for Industry 4.0 ทำให้เรามองเห็นโอกาสที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน รวมถึงเป็นหนทางที่จะทำให้บริษัทมีผลกำไรที่มากขึ้นท่ามกลางการแข่งขัน และปัญหาที่กระทบต่อความไม่มั่นคง ถือเป็นครั้งแรกที่เราทำเรื่อง Lean เนื่องจากทางบริษัทไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน จึงต้องปูพื้นฐานเรื่องของ Lean และเนื้อหาด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การค้นหาความสูญเปล่า และลด Non-Value Added ในกระบวนการเพื่อเพิ่มผลกำไรให้กับบริษัท ผ่านกิจกรรม Workshop หลาย ๆ อย่างซึ่งเป็นประโยชน์มาก
…
จากการเข้าร่วมโครงการ บริษัทจึงได้นำผลิตภัณฑ์กลุ่มหนึ่งมาทดลองทำ Value Stream Mapping (VSM) สู่การวิเคราะห์จนพบจุดที่ต้องปรับปรุงในกระบวนการผลิตถึง 8 จุด เช่น การวาง Flow Line ที่ไม่เหมาะสม ส่งผลต่อระยะเวลาการเคลื่อนย้าย และระยะเวลารอคอยหรือ Lead Time ที่นานเกินไป ซึ่งสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับนั้น Lead Time ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นสินค้าที่เป็น Season ต้องรีบผลิตให้ทันต่อการขาย รวมถึงยังพบปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอื่น ๆ ทั้งในด้านการผลิตและพนักงาน ทว่าการสร้างความความเข้าใจให้กับคนทั้งองค์กรในเรื่อง Lean ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะนอกจากจะเป็นความรู้ใหม่แล้ว บุคลากรบางส่วนยังเคยชินกับการทำงานรูปแบบเดิม คุณชาคร จึงได้กล่าวปิดท้ายถึงวิถีทางในการผลักดันว่า
![]()
Key Success ที่จะผลักดันให้เกิดกระบวนการผลิตแบบ Lean คือ ผู้บริหาร ที่ต้องทำหน้าที่สนับสนุน ปรับ Mindset และให้ความรู้แก่พนักงาน เช่น จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ในการปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติงาน ที่จะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขัน และสร้างผลกำไรให้แก่บริษัท
…
.
ถัดมาที่ บริษัท ดั๊กคิง จำกัด อีกหนึ่งองค์กรที่ต้องการปรับปรุงปัจจัยการผลิตภายในให้เข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับปัจจัยภายนอกที่อาจเข้ามากระทบ ทั้งคู่แข่ง และอัตราการเติบโตในตลาดการค้าเป็ดที่ไม่ได้กว้างมากนัก โดยมองเห็นการสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กรด้วยกระบวนการผลิตแบบ Lean แม้จะเพิ่งเริ่มต้นแต่บริษัทก็มีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะให้ Lean เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการปรับปรุงกระบวนการของทุกส่วนงาน โดยมองว่า
![]()
ด้วยความที่ธุรกิจเป็ดนั้นไม่ได้มีความหลากหลาย และไม่ได้มีการเติบโตมากเท่าไรนักในอนาคต เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีผลต่อการบริโภค แม้ดั๊กคิงจะทำยอดขายได้ดีมาตลอด แต่เราก็ต้องคิดว่าเราจะอยู่ได้อย่างไร หากไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ คำตอบคือ เราต้องควบคุมปัจจัยภายในของเรา ซึ่งก็คือกระบวนการทำงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาเราแทบไม่สนใจเรื่อง Lean เลย แต่ตอนนี้และอนาคตเราเล็งเห็นแล้วว่าทุกส่วนงาน และทุกกระบวนการต้องมองเรื่อง Lean เป็นสำคัญ
…
จากความต้องการที่จะพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน ทั้งผู้บริหารและพนักงานที่เข้าร่วมโครงการจึงนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ต่อ และเลือกนำความรู้เรื่อง Lean ไปทดลองปฏิบัติในส่วนของ ‘การผลิตเลือดก้อน’ ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้ค่อนข้างมาก เมื่อได้วิเคราะห์ตามหลักการของ Lean จึงพบว่า ที่ผ่านมาเกิดความสูญเสียหรือ Waste ในกระบวนการผลิตเลือดก้อนนี้มากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่มากเกินไป และการใช้เครื่องจักรที่ไม่ตอบสนองต่อการทำงานในปัจจุบัน
ทั้งนี้การได้ทดลองนำความรู้เรื่อง Lean มาใช้วิเคราะห์กระบวนการปฏิบัติงาน นอกจากจะเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนในด้านต่าง ๆ แล้ว ยังก่อให้เกิดความคิดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานอีกด้วย
![]()
หลังจากที่ดั๊กคิงได้ทดลองใช้กระบวนการผลิตแบบ Lean ก็เกิดแนวคิดในการปรับ Layout ของการทำงาน และออกแบบเครื่องจักรใหม่ ตอนนี้เรามีเครื่องรองเลือดที่เป็น Automation สามารถลดคนในกระบวนการนั้นไปได้ถึง 2 คน และลด Waste ต่าง ๆ ไปได้ ทั้งการใช้พื้นที่ การเคลื่อนไหวในการทำงาน ระยะเวลาการรอคอย ลดสินค้ากองรอ ลดเรื่องการขนย้าย และเพิ่มคุณภาพสินค้า ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่เราคาดหวังตั้งแต่แรก คือ จะทำอย่างไรให้การทำงานง่ายขึ้น และมี Productivity มากขึ้นนั่นเอง
…
สร้างผลลัพธ์ที่สูงขึ้น สู่เป้าหมายการเป็นผู้นำตลาด

การเริ่มต้นนำความรู้ Lean ไปใช้แก้ไขปรับปรุงกระบวนการผลิตอาจนับว่าเป็นเรื่องยากและท้าทาย แต่สำหรับองค์กรที่นำ Lean ไปใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว การที่จะทำให้ผลลัพธ์ที่ดีนั้นดียิ่งขึ้นไปอีก และเกิดความพึงพอใจในระดับที่สูงขึ้นก็ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่แพ้กัน
เริ่มจาก บริษัท ซาบีน่าฟาร์อีสท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทผลิตชุดชั้นในที่จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก ที่หันมาสนใจกระบวนการผลิตแบบ Lean เพราะมองว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะสนับสนุนกลยุทธ์การแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งได้ ด้วยการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่อย่างมากมายใน Line Process อาทิ การจัดการ การจัดเก็บ และ Work in Process (WIP) โดย คุณวชิรวรรณ แย้มศรี – ผู้อำนวยการสายงานผลิตและวิศวกรรมการผลิต ได้เล่าถึงสิ่งที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ และนำ Lean เข้าไปแก้ไขในกระบวนการผลิตช่วงแรกว่า
![]()
จากการที่เรานำ Lean เข้ามาใช้ เพื่อแก้ไข WIP ใน Line การผลิต เรื่องสินค้าคงคลัง และการกำจัด Non Value สมมุติจากคน 100 คน เราใช้ เหลือ 68 คน 32 คนสำหรับการตัดด้าย หยิบส่งงานไปมา ทำงาน Support ซึ่งเราสามารถกำจัดงานที่เป็น Non Value ไปได้ 1 ใน 3 จาก 32 คน เราเหลือ 24 คน สามารถลดต้นทุนปีหนึ่งเกือบ 2 แสนบาท เราสามารถดีดตัวเองจาก 60% ขึ้นมาเป็นประมาณ 72% เพราะการใช้ระบบ Lean มากขึ้น
…
เมื่อความสูญเปล่าต่าง ๆ ได้ถูกกำจัดออกไปแล้วสิ่งที่ท้าทายต่อจากนั้นสำหรับซาบีน่า คือ จะสามารถทำอย่างไร ให้กระบวนการผลิตถูกพัฒนาในระดับที่สูงหรือ Advance ขึ้น พร้อมกับการให้ความสำคัญเรื่องการนำเทคโนโลยี 4.0 มาใช้ร่วมกับโครงการต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ตอบโจทย์กับความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data) การเชื่อมโยงข้อมูล Data Analytic มาต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์มากขึ้นกว่าเดิม
สิ่งที่เราต้องการทำในขั้นต่อไปคือ WIP และ Non Value ผ่านโปรแกรมที่ปรึกษากับฝ่าย IT ซึ่งทำไปได้ 5-10% แล้ว คาดว่าภายในปี 2021 เราจะสามารถทำได้ครบทั้งกระบวนการผลิต การมองถึงวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการผลิตอย่างรวดเร็วด้วย Realtime Monitoring ผ่าน Application แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ยากและท้าทาย คือ Move Serving หลายคนเกิดความเคยชิน และมี Comfort Zone มองว่าเราสามารถทำได้ในระดับที่น่าพอใจแล้วนี่ ทำไมต้องปรับอีก ดังนั้น เราต้องแก้ด้วยการสื่อสาร และให้ความรู้ให้เข้าใจว่าความสำเร็จที่เคยทำได้ อาจไม่พอกับสภาวะปัจจุบัน รวมถึงชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายใหม่ที่เราต้องการจะมุ่งไป ซึ่งก็คือ การพัฒนา และไม่หยุดอยู่ที่เดิม
…
.
อีกหนึ่งองค์กรที่ได้มีการนำความรู้เรื่อง Lean ไปใช้ต่อยอดและขยายผลลัพธ์ในระดับที่สูงขึ้น คือ บริษัท เบ็ทเทอร์ฟาร์ม่า จำกัด บริษัทในกลุ่มผลิตอาหารสัตว์และธุรกิจสุขภาพสัตว์ รวมถึงอาหารเสริม เครือเบทาโกร แม้จะมีคู่แข่งในประเทศค่อนข้างน้อยแต่นั่นเป็นเพราะการควบคุมคุณภาพที่ยาก การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอาเซียนจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่เบ็ทเทอร์ฟาร์ม่าต้องการไปถึง ทว่าปัญหาที่บริษัทได้พบ คือ ปัญหาด้านแรงงาน จากความขาดแคลนทั้งด้านปริมาณและทักษะ การนำ Lean เข้าไปประยุกต์ใช้ และปรับปรุงในแต่ละกระบวนการ จึงเป็นทางออกที่สมควรยิ่งเพื่อมุ่งไปให้ถึงเป้าหมาย ตามที่ คุณธงชัย โมสุก – ผู้จัดการแผนก Maintenance System and Spare Part Management ได้กล่าวว่า
![]()
สาเหตุที่เข้าร่วมโครงการ คือ เราเห็นว่า Lean เป็นเครื่องมือที่ให้ความสำคัญตั้งแต่ต้น จนถึงปลายกระบวนการ และจะมาช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตของเราได้ การนำเครื่องมืออย่าง Digital Lean เข้ามาใช้ ทำให้เห็นมุมมองและความคิดในการนำไปปรับปรุงความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น อย่างเรื่องแรงงานหรือเครื่องจักร เป็นต้น ทั้งนี้ปัญหาหลักคือ ความใหม่ คนในองค์กรยังไม่รู้จัก Lean เราจึงต้องพัฒนาความรู้ให้แก่พนักงานในองค์กร โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ระดับปฏิบัติการ ระดับบริหาร และระดับ Management เพื่อปรับทัศนคติ ค่อย ๆ นำ Lean เข้าไปสอดแทรกในกิจกรรมที่เขาทำอยู่ พยายามสอดประสานเข้าไปด้วยกันให้ได้
…
ภายหลังจากการเข้าร่วมโครงการ ทางเบ็ทเทอร์ฟาร์ม่าก็ได้นำหลักการ Lean ไปประยุกต์ใช้จริง ผ่าน ‘โครงการ Quick Win’ ที่ได้ทดลองผ่านกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่เรียกว่า Pre Mixing หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้เติมในอาหารสัตว์ ซึ่งผลลัพธ์จากโครงการนี้พบว่า เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเห็นแนวทางที่จะปฏิบัติต่อไปทั้งในด้าน Inventory, Process และ Data
![]()
หลังจากที่ได้นำ Lean มาทดลองใช้กับโครงการ Quick Win เราพบว่า Inventory ลดลงเกือบ 10 % ส่วนด้าน Process ก็ทำให้เรามองเห็นปัญหาด้านเวลาการทำงานของทั้งคนและเครื่องจักร หากเราเพิ่มชุดลำเลียง และทำ Line Balance คู่กันไป ก็จะสามารถเพิ่ม CAP ได้ 1 เท่าตัว ซึ่งจะส่งผลให้เวลาการทำงานลดลง สามารถทำงานได้ภายใน 8 ชั่วโมง ส่วนอีกด้านที่เรามองเห็นคือ Data ที่ในอนาคตเราจะต้องวิเคราะห์และ Realtime Monitoring ให้ผู้บริหารได้ทราบว่าตอนนี้สถานะการผลิตเป็นอย่างไร ก็จะนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพขึ้น
…
ในแง่มุมของผู้ผลิตนั้นจะเห็นได้ว่าหลายองค์กรพยายามอย่างมากที่จะใช้เครื่องมือ Digital Lean เข้ามาสร้างประสิทธิภาพของกระบวนการปฏิบัติงานหรือการผลิตให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และคุ้มค่า ดังนั้น การสร้าง Lean Culture ให้เกิดขึ้นในองค์กรจึงถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการสร้างศักยภาพในการไปให้ถึงเป้าหมาย และมีความแข็งแกร่งเพื่อต่อสู้กับปัจจัยภายนอกที่อาจเข้ามากระทบกับความมั่นคงขององค์กรได้ตลอดเวลา

















