26 มกราคม 2018

นับตั้งแต่วัยหนุ่มของพ่อแดง คนบ้านโต้น อำเภอพระยืน ขอนแก่น ยึดอาชีพขายเสื่อที่รับจากโรงงานในอำเภอเข้าไปขายในกรุงเทพฯ แม้จะมีรายได้หลักหมื่นต่อเดือน พอเลี้ยงครอบครัวเล็กๆ แต่ก็ไม่เคยเหลือเก็บ ชีวิตที่เร่ร่อน ค่ำไหนนอนนั่น กินเหล้าเมายา ทำให้เขารู้สึกถึงความไม่แน่นอน หลักลอยเคว้งคว้าง เช่นเดียวกับลุงสุดใจ เกษตรกรคนขยันของตำบลช่องสาริกา เจ้าของพื้นที่ 200 ไร่ ปลูกอ้อย ปลูกมันส่งขายโรงงานในแต่ละปี หักกลบลบหนี้ก็ไม่มีเงินเหลือเก็บ เพราะรายได้ที่มาปีละครั้งกับรายจ่ายที่เป็นรายวันไม่สมดุลกัน

กระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทั้ง 2 คนได้รู้จักกับการทำเกษตรกรรมที่นำเอาแนวคิดการปรับปรุงงานในโรงงานอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้ ทำให้ชีวิตของทั้งสองคนเปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ

แนวคิดในการปรับปรุงงานทำให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ รู้จักการใช้ข้อมูล รู้จักการประเมินความเหมาะสมของดิน น้ำ พันธุ์พืช ทำให้ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เช่น การใช้ปุ๋ยที่เกษตรกรมักจะซื้อสูตรสำเร็จมาใช้  แต่ถ้ามีการวิเคราะห์ดินก่อนการเพาะปลูกจะทำให้รู้ว่าจะต้องบำรุงดินอย่างไร ปุ๋ยชนิดใดที่เหมาะสม อะไรที่เกินความจำเป็นกลายเป็นความสูญเปล่า หรือ การเลือกสายพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ เป็นต้น ที่น่าตื่นใจไปกว่านั้นก็คือ ด้วยวิธีนี้ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาอันรวดเร็ว

วันนี้พ่อแดงกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในพื้นที่ 5 ไร่ ทำเกษตรผสมผสาน ปลูกข้าว ปลูกมะพร้าวน้ำหอม กล้วย ผลไม้นานาชนิด และผักสวนครัว เลี้ยงปลาดุก กบ ในบ่อ ส่วนลุงสุดใจ หลังจากสามารถเพิ่มผลผลิตในพืชหลักคือมันสำปะหลังและอ้อยได้แล้ว ก็หันมาปลูกพืชเสริมหารายได้ระหว่างรอรายได้หลัก เช่น ผักชีที่ใช้เวลาเพียง 45 วันในพื้นที่ 1 ไร่ ก็มีรายได้เข้ามาถึงแสนกว่าบาท นอกจากนั้นก็ยังมีมะเขือ มะนาว เป็นรายได้ที่เข้ามาทุกวัน

ความรู้สึกมั่นคงที่ฉายอยู่ในแววตาของพ่อแดงและลุงสุดใจ ตัวอย่างเกษตรกรหัวไวใจสู้ เปลี่ยนชีวิตในวังวนของหนี้สิน จนยืนหยัดเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนซึ่งพิสูจน์ได้ คือเป้าหมายชัดเจนของการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือไม่

ในหนังสือเล่มล่าสุดของ Muhammad Yunus ผู้ก่อตั้ง Grameen Bank สถาบันการเงินของคนที่ยากจนในบังกลาเทศ กล่าวว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากระบบทุนนิยมคือ การต้องออกแบบกลไกทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่มีลักษณะ 3 ประการคือ หนึ่ง สนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม สอง สนับสนุนคนในวัยทำงานให้เป็นผู้ประกอบการ และสาม มีสถาบันการเงินที่ช่วยสนับสนุนคนเหล่านั้นสำหรับการก้าวเดินด้วยตนเอง ( ข้อมูลจาก https://thaipublica.org/2017/12/pridi80/ )

ในเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับการขานรับจากภาครัฐและเอกชนอย่างพร้อมเพรียง มีการแจกแจงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าประกอบไปด้วยเรื่องอะไรบ้าง คำถามก็คือประเด็นเหล่านั้นสามารถกำหนดเป็นตัวชี้วัดในงาน CSR ได้หรือไม่

แต่ละปีในพื้นที่รับผิดชอบความยากจนในแต่ละครัวเรือนจะลดลงได้เท่าไหร่ คนในชุมชนได้รับการดูแลสุขภาพในแต่ละช่วงวัยตามมาตรฐานกี่เปอร์เซ็นต์ เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาที่สามารถพึ่งพาตนเองได้จำนวนเท่าไหร่

เป้าหมายในการทำงาน ภาพที่อยากจะเห็นคืออะไร ไม่ว่าจะใช้คำใดทั้งคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนเข้มแข็ง การพัฒนาที่ยั่งยืน ควรเป็นภาพชีวิตของคนในชุมชนที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ สนับสนุนโอกาสที่จะช่วยให้พวกเขาลุกขึ้นมาและก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง

แนวคิดของ Yunus ได้รับการเผยแพร่และนำไปใช้ในประเทศยากจนหลายประเทศ ยูกันดาเป็นหนึ่งในเจ็ดประเทศที่ใช้แนวทางนี้แก้ไขปัญหาความยากจน การว่างงาน และความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเห็นผล

ช่องสาริกาโมเดล จังหวัดลพบุรีก็เป็นต้นแบบที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีเป้าหมายจับต้องได้ วัดได้ ด้วยการจัดระบบวิธีคิด ทดลองทำให้เห็นจริง  จากหนึ่งครอบครัวขยายตัวไปสู่ชุมชน จนถึงปลายทางคือองค์กรชุมชนที่บริหารจัดการตนเองได้ มีอำนาจต่อรองทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

พ่อแดงและลุงสุดใจคือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน  ทั้งสองคนกำลังก้าวเดินต่อไปในฐานะผู้นำ ผู้สนับสนุนให้คนอื่นในหมู่บ้านลุกขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดพลังของการร่วมกันบริหารจัดการชุมชนของตนเองอย่างที่ต้องการ

และเมื่อวันนั้นมาถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจะเกิดขึ้นได้จริง

ที่มา : CSR Talk  หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ




Writer

โดย สุรีพันธุ์ เสนานุช

• วิทยากรอิสระ ด้านการถอดบทเรียนและการเขียนบทความวิชาการ
• ประสบการณ์ งานวิจัยและบรรณาธิการต้นฉบับ หนังสือกรณีศึกษาการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ขององค์กรที่ได้รับรางวัล คุณภาพแห่งชาติ TQA และ TQC,
• โครงการวิจัยการถอดบทเรียนการจัดการความรู้ กรมอนามัย,
• ผลงานด้านหนังสือ บทบรรณาธิการ และบทความใน วารสาร Productivity World สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ จำนวน 160 บทความ,
• ผลงานเขียนหนังสือ Visionary Leadership กรณีศึกษาโรงพยาบาลสงขลานครินทร์,
• ผลงานเขียนหนังสือ Tragedy of Lost โศกนาฏกรรมองค์กรหลงทิศ, Societal Responsibility กรณีศึกษาบริษัท สวิฟท์ จำกัด ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (งานเขียนร่วม) เป็นต้น