4 July 2017

เมื่อเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เข้ามามีบทบาทในกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก มนุษย์จึงจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในการพัฒนาวิทยาการใหม่ ๆ ซึ่งนำไปสู่การเกิดวิกฤตการณ์ด้านธรรมชาติอย่างในปัจจุบัน องค์กรทั้งหลายจึงได้หันกลับมาพิจารณาถึงแนวทางในแก้ไขปัญหาดังกล่าวมากยิ่งขึ้น 

ในขณะที่โลกแห่งการคิดสร้างสรรค์ มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่เราก็ยังคงตั้งคำถามต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นว่าได้จริงจังในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือไม่? เราจะมีความหวังว่าความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์และออกแบบอย่างยั่งยืนจะทำให้เราได้เห็นแฟชั่นที่ล้ำสมัยเพิ่มขึ้นและในราคาที่สามารถเข้าถึงได้หรือไม่ ?

อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นที่สองรองจากอุตสาหกรรมน้ำมันเท่านั้นในฐานะผู้สร้างมลพิษ และทำให้จำเป็นต้องก้าวสู่การมีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

การทำความสะอาดห่วงโซ่อุปทาน

หนึ่งในวัตถุดิบชั้นนำในอุตสากรรมนี้คือ ฝ้าย แม้การทำฝ้ายออร์แกนิคแม้ว่าจะได้รับการพิจารณาว่าราคาแพงเมื่อเทียบกับการทำฝ้ายทั่วไป กระนั้นงานวิจัยยังแสดงว่ามันยังคงเป็นทางเลือกที่ยั่งยืน

ในปี 2016 บริษัทชั้นนำผู้ผลิตผ้าเดนิม ได้เริ่มลดการใช้ PFCS ( perfluorinated chemicals ) เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และได้ลงทุนในการผลิตผ้าทางเลือกอื่นที่ไม่มี PFC ที่เป็นอันตราย

ในขณะเดียวกัน Zero Discharge of Hazardous Chemicals ( ZDHC ) ได้ตั้งเป้าที่จะปรับปรุงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมโดยจะนำแนวทางปฏิบัติไปใช้กับผลิตภัณฑ์ทุกตัวในห่วงโซ่อุปทานในปี 2020  ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของบริษัทแฟชั่นและรองเท้าที่จะลดการใช้สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายในการผลิตแฟชั่นและรองเท้า

การจัดหาวัสดุที่ยั่งยืน

Kathleen Talbot หัวหน้าฝ่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการปฏิบัติการของ Reformation กล่าวว่าบริษัทชั้นนำจำนวนมากในตอนนี้มุ่งไปที่การส่งเสริมวัสดุที่ผลิตแบบออร์แกนิค

การจัดหาวัสดุใหม่สามารถหามาได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตเส้นใยผ้าจากเศษพลาสติกในขยะมหาสมุทร ความพยายามในการทำงานร่วมกันของ Parley Ocean Plastic และบริษัทรองเท้าชั้นนำทำให้ได้รองเท้ารุ่นจำนวนจำกัด อย่างไรก็ตามบางคนกล่าวว่าความคิดริเริ่มเหล่านี้โดยบริษัทชั้นนำขนาดใหญ่เป็นเพียงการทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพียงระดับผิวเผิน

ในขณะเดียวกัน Francois-Henri Pinault ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทชั้นนำที่หรูหรา มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้จัดตั้งของห้องปฏิบัติการนวัตกรร วัสดุ มุ่งมั่นวิจัยเพื่อการพัฒนาวัสดุและเนื้อผ้าเกรดที่หรูหราที่ยั่งยืนมากขึ้น

การสานต่อฝันให้เป็นจริง

เช่นเดียวกับบริษัทชั้นนำ ผู้บริโภคที่นิยมสินค้าแบรนด์เนม ได้ให้ความสำคัญกับการผลิตและผลกระทบจากบริษัท และเป็นผู้มีส่วนร่วมสูงสุดของการลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมแฟชั่น

การนำโครงการริเริ่มสีเขียวและการประสานการทำงานร่วมกันข้ามอุตสาหกรรมไปดำเนินการ ตัวอย่าง เช่น บริษัทของ Pinault ได้ค่อยๆนำกิจกรรมใหม่ๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่มในปี 2020 เป้าหมายหนึ่งคือการใช้กระบวนการย้อมหนังที่ปราศจากโลหะ พบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 25% เมื่อเทียบกับการใช้เทคนิคแบบดั้งเดิม

Pinault กล่าว่า ความหรูหราที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและความจริงใจ   ผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากรองจากการสร้างประสบการณ์ แต่หากผลิตภัณฑ์ของคุณไม่ได้ประสานกับคุณค่าของค่าที่สูงกว่าแล้ว คุณจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในธุรกิจนี้ ”

อย่างไรก็ตามในช่วงหลายปีที่ผ่านมา , การบริหารความสัมพันธ์ในอุตสาหกรรมมีการพัฒนามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด . Ethical Trading Initiative ได้ทำงานร่วมกับบริษัทต่างๆและสหภาพแรงงานในการปรับปรุงสภาพการทำงานและกลุ่มมีความเสี่ยงต่างๆทั่วโลก รวมถึงการเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิต นักออกแบบ และร้านค้าปลีกต่างๆ ในการปรับปรุง

ผู้บริโภคที่มีความตระหนัก

ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากสังคมและการทำการตลาด การบริโภคที่มีความตระหนัก ถูกมองในฐานะการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ของคนยุค millennial

แคมเปญ # whomademyclothes โดย Fashion Revolution ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคในการเลือกแฟชั่นมีความรับผิดชอบมากขึ้น โดยบริษัทมุ่งหวังที่จะปลูกฝังวัฒนธรรมในการประเมินตรวจสอบสินค้า เช่นการตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ กระบวนการการผลิต วัสดุที่ใช้ และสินค้านั้นมีความจำเป็นหรือไม่

การศึกษาในปี 2015โดย Nielsen บอกว่า 66% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั่วโลกที่มีอายุตั้งแต่ 15-20 , เต็มใจที่จะจ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มากขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50 ในปี 2013 จากร้อยละ 55 ในปี 2014

ทางแก้ปัญหาที่เป็นนวัตกรรมใหม่

แนวทางเชิงองค์รวมในการออกแบบและใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นการเปิดศักยภาพที่ยังไม่ได้ใช้ของบริษัท โดยมีหลายนวัตกรรมของการทดแทนวัสดุและกระบวนการที่มีอยู่ในปัจจุบัน

มีการวิจัยมากขึ้นเพื่อแปลงโฉมวัสดุทั่วไปให้มีความยืดหยุ่นสูง เหล่านี้รวมถึงการวิจัยที่เกี่ยวกับชา , หนังเทียม , พลาสติก การนำส่วนผสมของโพลีเอสเตอร์กลับไปรีไซเคิลแบบครบวงจร และนาโนเทคโนโลยี ในขณะที่วัสดุเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดปริมาณการปล่อย าร์บอน มันยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อผ้าอีกด้วย

ในขณะที่ความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของผู้นิยมแบรนด์ดัง กำลังถูกพิจารณาอยู่นี้   ในภาพอุตสาหกรรมโดยรวมก็มีความก้าวหน้าด้วยเช่นกัน   แต่ยังคงเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม  สังคม  เศรษฐกิจและวัฒนธรรม จะเป็นการดีที่เรายังคงมีความหวังว่าความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแฟชั่นจะได้รับการยอมรับในบทบาทผู้ผลิตสินค้าและบริการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในท้ายที่สุด

ที่มา: https://www.weforum.org/agenda/2017/05/reducing-the-environmental-cost-of-clothes




Writer

ณัฐพล เอกไพศาล

วิทยากรที่ปรึกษาอาวุโส ด้านการจัดการธุรกิจเพื่อความยั่งยืน สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
ปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล
ประสบการณ์ให้คำปรึกษาแนะนำและฝึกอบรม อาทิ การสร้างนวัตกรรมโมเดลธุรกิจ , ระบบบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ , Service Innovation ,ระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐาน ISO
ประสบการณ์ อาทิ ผู้จัดการด้านคุณภาพ & วิจัยและพัฒนา บริษัท เนปจูนอาหารและเครื่องดื่ม จำกัด , บริษัท เบ็ทเทอร์โฮมฟู้ด จำกัด
บริษัท โฟร์โมสต์ ฟรีสแลนด์ ไทยแลนด์ จำกัด และอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นต้น