9 กุมภาพันธ์ 2555   Search

เกี่ยวกับสถาบัน » คณะกรรมการและผู้บริหารสถาบัน » Board of Director » Executive Talk
 
Register  Login    
(ร่าง) คำกล่าว  ดร. พานิช  เหล่าศิริรัตน์  ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
ในโอกาสพิธีลงนามบันทึกการประสานความร่วมมือระหว่าง สสปน. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
เพื่อการส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่บุคลากรและองค์กรในอุตสาหกรรมไมซ์
วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 เวลา 13.00-13.30 น.  ณ ห้องบอลรูม 1 โรงแรมแกรนด์ มิลเลนเนียม สุขุมวิท

 

เรียนท่าน ผอ. สสปน . ท่านผู้มีเกียรติ ผู้บริหาร ผู้ที่มาร่วมงานลงนามบันทึกการประสานความร่วมมือระหว่าง
สสปน. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า สสปน. กับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรในเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าจะมาร่วมมือทำอะไรกัน จริงๆ งานของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับทุกภาคส่วน ภาคบริการเป็นอีกหนึ่งภาค ซึ่งถ้าจะให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตมากยิ่งขึ้นไป เหมือนกับในสมัยเมื่อ 4-5 ปีก่อน หรือ 10 ปีก่อน ผมคิดว่าภาคอุตสาหกรรมอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เรามีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว เพระฉะนั้น sector หนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามก็คือ sector ในการบริการนี่เอง

หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า สสปน. กับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรในเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าจะมาร่วมมือทำอะไรกัน จริงๆ งานของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับทุกภาคส่วน ภาคบริการเป็นอีกหนึ่งภาค ซึ่งถ้าจะให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตมากยิ่งขึ้นไป เหมือนกับในสมัยเมื่อ 4-5 ปีก่อน หรือ 10 ปีก่อน ผมคิดว่าภาคอุตสาหกรรมอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เรามีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว เพระฉะนั้นปัจจุบันยังไม่มีสถาบันหรือองค์กรที่ทำในเรื่องของการสร้างขีดความสามารถในด้านของการบริการเลย ถ้าดูจาก GDP แล้ว ภาคบริการครองส่วนแบ่งของ GDP ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราทำให้ GDP ของเราโตมากกว่า 5-6 เปอร์เซ็นต์ หากเราไม่จริงจังในการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของภาคบริการแล้ว คิดว่าเราไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปอย่างนั้นได้เลย ที่พูดอย่างนั้นก็เพราะว่า ภาคบริการนั้น เราสามารถทำรายได้ ได้โดยที่เราไม่ต้องซื้อวัตถุดิบเข้ามา ในส่วนภาคอุตสาหกรรม เวลาจะสร้างความเติบโตให้กับภาคอุตสาหกรรม เราต้องพูดถึงการสั่งซื้อวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง หรือพูดง่ายๆ อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์  ซึ่งเราคิดว่าเป็นอุตสาหกรรมที่เราเป็น
ดาวรุ่งอยู่นั้น ถ้าเราไปดูแล้ว ในระยะยาว เราไม่มีเหล็กเป็นของตัวเอง เราไม่มีบริษัทที่ทำเครื่องยกรถเป็นของเราเอง  เราทำเฉพาะตัวถังกับบางเรื่อง เช่น ชิ้นส่วนหรืออะไหล่ แล้วก็เอามาประกอบ เพราะฉะนั้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จะต้องหักพวกเหล่านี้ออกไป
sector หนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามก็คือ sector ในการบริการนี่เอง

ถ้าเปรียบเทียบกัน ประสิทธิภาพในภาคบริการ เกิดขึ้นจากสต๊อกในประเทศ วัตถุดิบในประเทศ ความสามารถ ของคนก็อยู่ในประเทศ ไอเดียต่างๆ ก็อยู่ในประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าเราขายได้ 1 บาท เกือบจะเป็นของประเทศไทย 1 บาท พอพูดถึงอุตสาหกรรม ถ้าเราขายของ 1 บาท จะตกเป็นของประเทศไทยซัก 10 บาท

สสปน. เองมีความสนใจในเรื่องของตรงนี้ เราก็คิดว่าก็เป็นโอกาสนะครับ โอกาสนอกเหนือจากที่จะทำให้ สสปน. มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ซึ่งการที่ สสปน. จะประสบความสำเร็จได้ จะต้องเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของ สสปน. เยอะมาก เพราะฉะนั้นเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ ที่เราจะนำมาใช้ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างเครือข่ายและการปฏิบัติต่อเครือข่าย ที่เราเรียกว่าเน็ตเวิร์ก เราจะมีวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดอย่างไรกับเครือข่ายของเรา

งานของ สสปน. เป็นงานบริหารในเชิงบริหารข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ก็คือ ที่เราเรียกว่า Intelligence ผมคิดว่างานบริหารข้อมูลเอง มีการพูดถึงในตัวเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติด้วยเหมือนกัน คือว่าจะบริหารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ขององค์กรอย่างไร แล้วเรื่องของนวัตกรรมของ สสปน. ก็มี ไม่ว่าจะเป็นการหาตลาดใหม่ๆ การหา sector ใหม่ ๆ การลงไปในเรื่องของ sector ใหม่ๆ เอง ก็เป็นงานของ สสปน. อีกเหมือนกัน  ที่ผมเรียกว่าเป็นงาน Intelligence  นอกเหนือจากนั้น ทาง สสปน.เอง  ก็มีงานที่เกี่ยวกับคุณภาพที่องค์กรต่างๆ ได้ใช้อยู่  มีคุณภาพใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Re-meeting หรือมาตรฐานในเรื่องความปลอดภัยในการจัดประชุม และอีกหลายเรื่อง ตรงนี้ผมคิดว่า เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติจะช่วยทำให้งานด้านคุณภาพต่างๆ ของ สสปน.ทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน รวมทั้งจะทำอย่างไรสำหรับองค์กรที่ต้องใช้มาตรฐานเหล่านี้  ซึ่ง สสปน. จะต้องเป็นผู้ผลักดัน เพื่อจะได้วางยุทธศาสตร์ให้ถูกว่า องค์กรเครือข่ายและองค์กรร่วมของ สสปน. จะอยู่ใน position อย่างไร  TQA จะมาช่วยให้องค์กรมีกลยุทธ์ที่รัดกุมมากขึ้น 

อันสุดท้ายที่ผมคิดว่า สิ่งที่ได้จากการลงนามบันทึกการประสานความร่วมมือนี้ ก็คือเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์  ซึ่งทาง สสปน. อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสำนักงานที่ดูเรื่องของนโยบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของการจัดประชุม ผมคิดว่าการมองไปในอนาคตในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรในภาคการประชุมสัมมนา ก็มียุทธศาสตร์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จากคนของประเทศไทยเอง  ตลอดจนองค์ความรู้ต่างๆ การพัฒนาสิ่งใหม่ๆ  และมาตรฐานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมา ก็จะอยู่ในกรอบการลงนามบันทึกประสานความร่วมมือนี้ด้วย การลงนามนี้จะเป็น  win-win situation ซึ่งสสปน. ก็จะเป็นองค์กรหลักในการผลักดันให้องค์กรเครือข่ายรู้จักการจัดประชุมต่างๆ อย่างมีมาตรฐาน  โดยเข้าใจในพื้นฐานเดียวกันว่า การบริหารจัดการที่ดีตามแนวทางของเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ การบริการลูกค้าที่ดี และการวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับประเทศไทยควรจะเป็นอย่างไร

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการ สสปน. ที่มองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ของประเทศไทย และอยากจะพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นก้าวสำคัญในการเซ็นต์ MOU วันนี้  ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะดูเรื่องของคุณภาพและประสิทธิภาพของไมซ์ รวมทั้งเครือข่ายต่อไปในอนาคต

ขอบคุณครับ